Posts Tagged ‘สติ’

16 May

คิดถึงอาม่า..

อาม่า

จนถึงวันนี้ เวลา 1 ปี 9 เดือนแล้ว ที่อาม่าได้จากผมไป ทุกครั้งที่ฝันเห็นอาม่าในฝัน จะแอบยิ้มในใจตอนตื่นทุกครั้ง เป็นเพราะผูกพันธ์ กับอาม่ามากๆๆๆ ตอนเด็กๆ ผมเคยมีความคิดที่ว่า ถ้าสักวันอาม่าเสียไปจริงๆ เราจะเป็นอย่างไร ผมได้แต่นั่งคิดแล้วก็ร้องไห้ คนเดียวและยังหาคำตอบไม่ได้ จนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 ความเป็นจริงทำให้ผมต้องยอมรับ ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ อาม่าจากพวกเราไปตอน ช่วงเช้ามืด …. ทุกคนในครอบครัว ต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวในการสูญเสียครั้งนี้

ส่วนผมเองคงบรรยายไม่ถูกว่าเสียใจมากเท่าไร  กับการสูญเสียครั้งนี้….

แต่สิ่งหนึ่งที่อาม่าทิ้งไว้ให้ผม คือการเข้ามาสนใจในเรื่องศาสนาพุทธ มาจนถึงวันนี้ ยังไม่ลืมพระคุณของท่าน ที่ทำให้เข้าใจความจริงของโลก ความจริงที่ว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้น ล้วนดับไปเป็นธรรมดา ขอเพียงให้เรามีสติ สัมปชัญญะ ในชีวิตประจำวันตามที่พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านบอกเราเอาไว้

ในอีกโลกหนึ่ง หวังว่าอาม่าคงสบายดีน่ะครับ ขอผลบุญที่เกิดขึ้่นกับตัวผมเอง ขอแบ่งอุทิศให้กับอาม่า น่ะครับ แวะลงมาเยี่ยมลูกหลานบ้างน่ะครับอาม่า

รักและคิดถึงเสมอ ….

6 April

ฝนตก หมู่เมฆ ล้วนเป็นธรรมดาของโลก

luangpu_mun
: งานประชุมเพลิงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

เคยบ้างรึเปล่าครับ ที่เรายินดี ยินร้าย กับอาการของธรรมชาติ เช่น วันไหนฝนตก แล้วเราต้องออกไปทำงาน เราจะโทษฝนว่าไม่น่าตกเลย ไปไหนมาไหนลำบาก แต่ถ้าสมมติว่า ฝนตกแล้ววันนั้นเรานอนอยู่บ้านเฉยๆ เปิดหน้าต่างลมพัดเย็นเพราะ ฝนตก มันจะความรู้สึกกันเลย แบบหนึ่งเกลียดเพราะฝนตก ไม่ได้ไปไหน อีกแบบชอบเพราะตกแล้วมันเย็นดี ซึ่งเราลืมมองไปว่า มันก็เป็นอาการของธรรมชาติ เพียงแต่ว่าจิตใจเราปรุงไปว่าชอบ ไม่ ชอบ ไปปรุงว่ามีตัวเราจริงๆขึ้นมา

ครูบาอาจารย์ที่สอนวิปัสสนา ท่านจะแนะนำว่า ให้เรารู้ถึงอาการปรุงแต่ง ชอบ ไม่ชอบ ของจิตนั้น จะเห็นได้ว่า อาการต่างๆที่ปรุงแต่งเป็นสังขารนั้น เขาเกิดเพียงแต่เหตุ เหตุที่ไม่ชอบว่าฝนตกแล้วออกไปทำงานไม่ได้ เพราะเราไปปรุงแต่งว่ากายใจนี้ เป็นเรา
เราต้องออกไปทำงาน เปียกฝน แล้วไม่ชอบ ล้วนแต่มีคำว่าเรา ร่างกาย เรา จิตใจเรา แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้าได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จะเห็นว่าร่างกายนั้นเป็นเพียงธาตุขันธ์ที่เกิดจากปรุงแต่งของ ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่นั้นเอง ความเป็นเราจริงๆไม่มีหรอก สิ่งที่ปิดบังความจริงนี้ คือ อวิชชา ( ความไม่รู้ )

แล้วทำอย่างไรละ ถึงจะมองเห็น ความจริงที่วิเศษ(วิ = วิเศษ , ปัสสนา = การเห็น) เหล่านี้ได้ ต้องฟังธรรมที่ถูกต้อง แล้วทำความรู้จัก สภาวะของผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ แล้วมาภาวนาตามหลักของมหาสติปัฏฐาน 4 (ตามรู้กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งเป็นทางเดียวที่เดินไปถึง มรรค ผล นิพพาน ได้

หลวงปู่ชาเคยบอกว่า “คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่ามรรค ผล นิพพานไม่มีจริง ก็เหมือนกับที่เขาคิดว่า ใต้ดินไม่มีน้ำ ”

สามารถอ่านเพิ่มเติมหลักการเจริญสติปัฏฐาน ได้ที่ kammatan.com

13 March

ธรรมกับการกิน ดื่ม

พระพุทธบาท4รอย
:วัดพระพุทธบาท4รอย

คำถาม

เคยไม๊ กินเยอะก็ทรมาน ไม่กินก็ทรมาน หิวก็ทรมาน

การ กิน-ดื่ม นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกอย่างต้องกิน ไม่ว่า พืช สัตว์ คน ก็ล้วนต้องกิน เพื่อการดำรงชีวิตของสิ่งนั้นๆ

แล้วกินแค่ไหนละถึงจะพอดี

การกินแค่คำเดียวพอไม๊ กินสองจานพอไหม ไม่ว่าเราจะกินกี่จานก็ตามถ้า ใจเรารู้สึกว่า มันพอประทังชีวิต และไม่ทำให้อิ่มเกินไป มันก็ทำให้เราหายหิวไปได้เอง บรรเทาทุกข์หยาบๆลงไปได้ ความพอดีนั้น มันขึ้นอยู่ที่ตัวเรานั่นเอง ใครก็มาบังคับเราไม่ได้หรอก จงพิจารณาดูเอา

ถ้าเรากินเพียงแต่พอดี มันก็ทำให้รู้สึกสบายตัวได้ จากทุกข์ก็เป็นสุขได้เปรียบ คล้ายการปฏิบัติธรรมเมื่อไรก็ตาม ที่เราทำเหตุของมันให้เต็มที่แล้ว

ผล มันก็บังเกิดขึ้นมาเอง แม้เราจะไม่อยากเอา มันก็บังคับไม่ได้ เพราะเราทำเหตุของมันแล้ว เช่นเดียวกัน เมื่อที่เราหิว เราก็ทำเหตุคือการกินให้พอดีๆ ผลก็คือ มันหายหิวนั่นเอง

—————————————————
http://www.kammatan.com นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม สติปัฏฐาน
—————————————————