แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - golfreeze

Pages: 1 ... 69 70 [71]
1051
สำหรับ hard link ที่ใช้กัน ส่วนใหญ่ จะเป็น

เป็นการสร้างเพื่อ ชี้มาที่ inode เดียวกัน

ไฟล์ A---->inode 0001
สร้างhard link ไปที่ไฟล์ B และ ไฟล์ C ชี้ไปที่ ไฟล์ A ซึ่งมี inode = 0001
ไฟล์ B ก็ชี้ไปที่ inode 0001
ไฟล์ C ก็ชี้ไปที่ inode 0001

ดังนั้น
-ถ้าเราทำการแก้ไข ไฟล์ต้นฉบับ (A) ไปก็จะส่งผลกระทบต่อไฟล์ที่เชื่อมโยง (B) และ (C) ด้วย เพราะมี inode
เดียวกัน
-ถ้าเราทำการลบ ไฟล์ A ไป ไฟล์ C ก็ยังเข้าได้ผ่านไฟล์ B ได้ เพราะชี้ไปที่ inode เดียวกัน
-แต่ถ้าเราลบไฟล์ B ไปอีก ไฟล์ C จะเข้าไม่ได้ เพราะมันไม่ไฟล์ให้เข้าถึงอีก

แต่ข้อเสีย ของ hard link คือใช้งานกับ directory ไม่ได้ หรือข้าม partition ไม่ได้
เหมาะกับการเอาไปเป็นข้อมูล backup
ที่เป็นไฟล์สำคัญๆและป้องกันข้อมูลสูญหายมากกว่า
----------------------------------------------------------------------------------------------

Soft link (symlink) เหมือนการทำ short cut ซึ่งจะทำการสร้าง inode ออกมาจาก ตัว inode หลักนั้นๆ

เมื่อมีการสร้างไฟล์ A และสร้าง soft link ไฟล์ B และ C
ก็จะทำการสร้าง inode ของไฟล์นั้นเข้ามาใหม่ ทำให้ inode ไม่ซ้ำกับไฟล์ต้นฉบับ

ซึ่งถ้า มีไฟล์ symlink_file อยู่ต้องการสร้าง soft link ไปที่ไฟล์หลัก
soource_file จะทำได้โดย
#ln -s source_file symlink_file
ถ้าเราทำการลบไฟล์ source_file ไปก็จะทำให้เข้าไปใช้งานไฟล์ symlink_file ไม่ได้
เพราะว่า inode หลักที่อ้างถูกลบไปแล้ว

แต่ข้อดีของ soft link คือสามารถทำผ่าน partition ได้ครับ

ถ้ามีปัญหาสงสัย ก็โฟสไว้ได้น่ะครับ
golfreeze[at]packetlove.com

1052
ฟอร์แมตแรกที่จะแนะนำก็คือ gzip ย่อมาจาก GNU zip คำสั่งก็ตรงไปตรงมาครับ ก็คือ

gzip filename.txt

หลังจากกด enter ไปไฟล์ filename.txt ของเราจะหายไป แล้วกลายร่างเป็น filename.txt.gz เสียแล้ว
แต่ใครยังอยากเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้อยู่ก็ให้ใส่ -c เข้าไปซึ่งเป็นการบอกให้ gzip แสดงเข้ามาออกทาง
standard output จากนั้นเราก็ทำการเปลี่ยนทิศทางไปยังไฟล์ที่เราต้องการ

gzip -c filename.txt > filename.txt.gz

ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเหมือนกับคำสั่งแรกต่างกันที่ต้นฉบับเรายังอยู่ ไม่ไปไหน
และถ้าเราอยากให้ไฟล์ที่ได้บีบกันแบบสุดๆ ก็ให้ใส่ -9 แต่ถ้าอยากได้ความเร็วก็ใส่ -1
จริงแล้วเราสามารถใช้ค่าได้ตั้งแต่ -1 ถึง -9 อย่างเช่น

gzip -9 filename.txt

แต่ถ้าใครอยากใช้ -9 ตลอดแต่ไม่อยากพิมพ์ทุกครั้งก็ให้เซ็น environment variable ดังนี้

export GZIP="-9"

อะพอเราบีบเสร็จ ก็ต้องทำการแตกไฟล์ ก็ทำโดย

gunzip filename.txt.gz

และเหมือนเดิมไฟล์ .gz จะหายไป ถ้าไม่อยากให้หายก็ต้องทำอย่างนี้

gzip -c filename.txt.gz > filename.txt

เป็นยังไงสำหรับฟอร์แมตแรก ใช้ไม่อยากเลย อะฟอร์แมตที่สองที่จะแนะนำก็คงเป็น bzip2 นั่นเอง
ซึ่งอันนี้มาทีหลัง gzip แต่บีบได้เล็กกว่า รูปแบบคำสั่งก็จะคล้ายกัน ดังนี้

bzip2 filename.txt

เราก็จะได้ filename.txt.bz2 มา แต่ไฟล์ต้นฉบับก็จะหายไป
ถ้าไม่อยากให้หายไม่ต้องทำการเปลี่ยนทิศทางให้เมื่อยเหมือน gzip เพราะมี option -k มาให้ k ย่อมาจาก
keep ก็ใช้ง่ายๆ ดังนี้

bzip2 -k filename.txt

และเหมือนกันกับ gzip ซึ่งมีระดับการบีบอัด ตั้งแต่ 1 ถึง 9 ซึ่ง 1 จะใช้เวลาน้อยที่สุด ส่วน 9
จะบีบอัดได้สูงสุด

bzip2 -9 filename.txt

ไหนๆ ก็เหมือนกันมาเยอะแล้ว ก็ต้องกำหนดค่า default ได้โดย

export BZIP2="-9"

และถ้าเราอยากแตกไฟล์ออกก็ใช้คำสั่ง

bunzip2 filename.txt.bz2

ซึ่งไฟล์ .bz2 ก็จะหายไป ถ้าไม่อยากให้หายก็ใส่ -k ไปด้วยน้า

มาถึงคำสั่งสำคัญอีกคำสั่ง คือ คำสั่ง tar คำสั่งนี้ไม่ได้มีการบีบอัดใดๆ แต่จะเป็นการรวมไฟล์หลายๆ
ไฟล์ไว้เป็นไฟล์เดียวกัน รูปแบบคำสั่งก็จะเป็นดังนี้

tar -cvf test.tar filename.txt mydir

คำสั่งขั้นบนจะเป็นการนำไฟล์ filename และไดเร็กทอรี่ mydir มา tar แล้วเก็บไว้ในชื่อไฟล์ text.tar โดย
option c หมายถึงเป็นการสร้างไฟล์ tar -v เป็นการแสดงรายละเอียดขณะทำงาน และ -f
หมายถึงระบุชื่อไฟล์ที่เราต้องซึ่งก็คือ test.tar

อะและถ้าเราต้องการ extract ไฟล์ก็ทำได้โดย

tar -xvf test.tar

ซึ่ง -x หมายถึงการ extract นั่นเอง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการรวมพลังกันระหว่างการบีบอัดและการ tar
ถ้าเราต้องการรวมพลัง tar กับ gzip ก็ใช้คำสั่ง

tar -cvzf test.tar.gz filename.txt mydir

ซึ่งเราจะ tar ไฟล์ filename.txt และไดเร็กทอรี่ก่อน แล้วจึงทำการบีบอัดด้วย gzip แต่ถ้าใครชอบ bzip2
ก็ให้ใช้คำสั่

tar -cvjf test.tar.bz2 filename.txt mydir

จะเห็นว่าถ้าเป็น gzip เราจะใช้ option -z แต่ถ้าเป็น bzip2 จะเป็น -j อะดังนั้นถ้าเราต้องการ extract
ก็ให้ใช้คำสั่ง สำหรับ gzip

tar -xvzf test.tar.gz

และ bzip2 ก็จะเป็น

tar -xvjf test.tar.gz

เรียบร้อยครับ เป็นยังไงใช้กันไม่อยากครับ ตรงไปตรงมา ไปและ



Special Thank = http://www.logicdream.com

1053
ปกติแล้ว เราสามารถตั้ง crontab ในลักษณะ นี้ ได้นะครับผม

@reboot = run at boot and reboot only
@yearly = run at midnight Jan 1 each year (equiv to 0 0 1 1 *)
@annually = run at midnight Jan 1 each year (equiv to 0 0 1 1 *)
@monthly = run at midnight on the first day of each month (equiv to 0 0 1 * *)
@weekly = run at midnight each Sunday (equiv to 0 0 * * 0)
@daily = run at midnight each day (equiv to 0 0 * * *)
@midnight = run at midnight each day (equiv to 0 0 * * *)
@hourly = run on the first second of every hour (equiv to 0 * * * *)
- or -
1 2 3 4 5 = specific time tags
- where -
1 = Minute (of hour) to activate [0-59]
2 = Hour (of day) to activate [0-23]
3 = Day (of month) to activate [1-31 ... 29,30,31 may not activate during all months]
4 = Month (of year) to activate [1-12 or 3-letter names "Jan,Feb,Mar"]
5 = Weekday to activate [0-6 or 3-letter names "Mon,Tue,Wed"]  (0=Sunday)

1054
วันนี้ พอดีมีเครื่อง R200 มาให้เล่นก็เลย ลองลงเป็น debian 4.0 R3 64 bit
กับ vhcs2 ครับ

ลองมาดูขั้นตอนกันเด้อ ซู

ก่อนอื่นลง OS ตั้ง ip เสร็จ ก็มาแก้ไข sources.list ให้โหลด package ในไทยตามนี้เด้อ

#vi /etc/sources.list

deb http://ftp.thaios.net/debian/etch main
deb-src http://ftp.thaios.net/debian/etch main

ทำการ update และ upgrade package
#apt-get update
#apt-get upgrade
แล้วทำการลง ssh ก่อนโดย

#apt-get install ssh

แล้วทำการลง package ต่างๆ ที่จำเป็นที่จะใช้ดังนี้

ลง MySQL server (MySQL5):

#apt-get install mysql-server mysql-client libmysqlclient15-dev phpmyadmin

แก้ไขให้ client connect ไปที่ mysql server ได้ทุกแบบไม่ใช่แค่ "localhost"
#vi /etc/mysql/my.cnf

หาบันทัด bind-address = 127.0.0.1 แล้วใส่ # ไปซะ
# bind-address = 127.0.0.1

ทำการ restart MySQL:
#/etc/init.d/mysql restart

ใส่ค่า password ของ mysql
#mysqladmin -u root password yourpassword

ต่อไปทำการ install Apache 2(.2) with PHP5

#apt-get install apache2 apache2-doc apache2-mpm-prefork apache2.2-common apache2-utils libexpat1 ssl-cert

และต่อไป install php5

#apt-get install libapache2-mod-php5 php5 php5-common php5-curl php5-dev php5-gd php5-idn php-pear
php5-imagick php5-imap php5-json php5-mcrypt php5-memcache php5-mhash php5-ming php5-mysql php5-ps
php5-pspell php5-recode php5-snmp php5-sqlite php5-tidy php5-xmlrpc php5-xsl

จะขึ้น Pop-up ถามว่า

Continue installing libc-client without Maildir support?

ตอบไปว่า yes

แก้ไข config apache ดังนี้

DirectoryIndex index.html index.htm index.shtml index.cgi index.php index.php3 index.pl index.xhtml

แก้ไขไฟล์ /etc/apache2/ports.conf

โดยเพิ่ม Listen 443:

#vi /etc/apache2/ports.conf

Listen 80
Listen 443

ทำการเปิด module ต่างๆ ที่จะใช้ใน apache
#a2enmod ssl
#a2enmod rewrite
#a2enmod suexec
#a2enmod include

ทำการ reload config apache
#/etc/init.d/apache2 force-reload

ต่อไปทำการลง mail server
#apt-get install postfix postfix-tls

จะถามค่า hostname
ใส่ให้ตรงกับ ตอนที่ install os
เช่น server1.example.com

#apt-get install proftpd proftpd-mysql

เลือกเป็นแบบ "Stand alone"

#apt-get install courier-authdaemon courier-base courier-imap courier-maildrop courier-pop
libberkeleydb-perl libcrypt-blowfish-perl libcrypt-cbc-perl libcrypt-passwdmd5-perl libdate-calc-perl libdate-manip-perl libdbd-mysql-perl libdbi-perl libio-stringy-perl libmail-sendmail-perl libmailtools-perl libmd5-perl libmime-base64-perl libmime-perl libnet-dns-perl
libnet-netmask-perl libnet-perl libnet-smtp-server-perl
libperl5.8 libsnmp-session-perl libterm-readkey-perl libtimedate-perl perl perl-base perl-modules
bind9 diff gzip iptables libmcrypt4 patch procmail tar original-awk libterm-readpassword-perl
libsasl2-modules libsasl2 sasl2-bin bzip2 gcc make libc6-dev

แก้ไขไฟล์ /etc/proftpd/proftp.conf ดังนี้

#vi /etc/proftpd/proftpd.conf

UseIPv6 off

เพิ่ม config นี้ลงไป

DefaultRoot ~
IdentLookups off
ServerIdent on "FTP Server Ready"

ทำการ save แล้วออกไป.

ต่อไปทำการ download package vhcs2 มาคับตัวนี้ สามารถ support ได้ทั้งแบบ 64 bit กับ 32 bit น่ะครับ

#cd /usr/src
#wget http://downloads.sourceforge.net/vhcs/vhcs2-2.4.7.1.tar.bz2

แตกไฟล์:
#tar -xjf vhcs2-2.4.7.1.tar.bz2

เข้าไปยัง
#cd vhcs2-2.4.7.1

สั่งรัน เพิ่มให้สร้างตัว install :
#make install

หลังจากนั้นเข้าไปที่
#cd /tmp/vhcs-2.4.7.1

ทำการ copy file ไปยังปลายทาง:
#cp -R * /

##แก้ path fix error ftp ผ่านเว็บครับ

แก้ bug เรื่อง filemanager

Edit files:
/etc/vhcs2/apache/parts/als_entry.tpl
/etc/vhcs2/apache/parts/als_php2_entry.tpl
/etc/vhcs2/apache/parts/dmn_entry.tpl
/etc/vhcs2/apache/parts/dmn_php2_entry.tpl
/etc/vhcs2/apache/parts/sub_entry.tpl
/etc/vhcs2/apache/parts/sub_php2_entry.tpl

แล้วแก้ไขไฟล์ โดยลบ / หลัง /tmp/ ออกครับให้เหลือแค่

/tmp ในไฟล์เหล่านี้

เช่น
php_admin_value open_basedir "{GUI_ROOT_DIR}/:/etc/vhcs2/:/proc/:{WWW_DIR}/:/tmp/"
แก้เป็น
php_admin_value open_basedir "{GUI_ROOT_DIR}/:/etc/vhcs2/:/proc/:{WWW_DIR}/:/tmp"

แล้วเข้าไปที่ :
#cd /var/www/vhcs2/engine/

ทำการแก้ไข file vhcs2_common_code.pl
#vi vhcs2_common_code.pl

ใช้ vi เข้าไปแก้ บันทัดที่ "1408" หาคำว่า:
'key'=>$main::db_pass_key,

เพิ่มบันทัดนี้เข้าไปก่อนหน้า นั้น
'keysize'=>32,

ระวังเครื่องหมายด้วยน่ะครับ
แก้ที่บันทัด ประมาณ 1446 ให้ใส่ตามข้างบนนั้น


save แล้วออกมา.

เริ่มทำการ install vhcs ครับ
#cd /var/www/vhcs2/engine/setup
#./vhcs2-setup

1055
#พอดี เครื่องที่ได้ดูแล มีปัญหาเรื่อง perl script น่ะครับ ลักษณะคือมีการรัน perl5.7 อยู่ซึ่งเป็น
user apache สำหรับวิธีการ tracking หาต้นตอ นั้น ขอให้มีสติ ให้นิ่งก่อน แล้วเริ่มใช้วิธีง่ายๆ ดังนี้
ครับ
1.find command

#find / -user apache -name "*.pl"
#find / -user apache -name "*.txt"

ดูเจอไฟล์ไหนแปลกๆ ก็เข้าไปดูครับ

2.จะเข้าไปดูตาม log ของ access กับ error_log ใน apache ครับ
#less /var/log/httpd/access_log
#less /var/log/httpd/error_log

3.เข้าไปใน ไฟล์พวก log ของ ไฟล์ ftp log
#less /var/log/xferlog

4.อีกวิธีที่ผมชอบใช้ คือ ใช้ตัว application มาช่วย คือตัว lsof

ตัวนี้ เก๋าพอสมควร ซึ่งมันจะ หา ip ที่ connection "ESTABLISH" อยู่

และบางทีอาจปรากฏเป็น path ที่รันไฟล์อยู่ด้วย เราก็เข้าไปจัดการได้เลย

#lsof -i -n -P | more
ถ้าเจอ ip ที่เชื่อมต่อก็ block เพื่อตัดปัญหาที่ปลายทางไปก่อนก็ได้ครับ

5.ลองดู crontab ของ user นั้นๆเช่น
#crontab -u apache -l
ถ้าเจอ ก็ตามไปดู ไฟล์นั้น

6.ทำการ ตรวจไวรัสโดยใช้ tools clamscan ช่วย
#clamscan /

ึ7.ถ้าไม่เจอ จริงๆ แล้วล่ะก็ทำการ Killall process นั้นทิ้งซะ เช่น
#killall -9 perl5.7.8


ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น แอดมินแต่ล่ะคนก็ แก้ปัญหาตามสไตส์ที่ตนเองถนัด สำหรับผมก็จะใช้ประมาณนี้
เลยอยากมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบ เผื่ออาจจะช่วยท่านได้บ้าง

แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็ล้วนไม่มีอะไรสมบูรณ์ มันเป็น อนิจจัง ครับ

golfreeze[at]packetlove.com

1056
#คำศัพท์ เกี่ยวกับ DNS

ความหมาย/หน้าที่
Forward Master Zone
แปลงชื่อ Domain เป็น IP Adress

Reverse Master Zone
แปลง IP Adress เป็นชื่อ Domain

BIND(Berkeley Internet Name Domain)
โปรแกรมให้บริการดีเอ็นเอส

Quote
bind-utils-9.2.4-2
bind-9.2.4-2
bind-libs-9.2.4-2
ypbind-1.17.2-3
bind-chroot-9.2.4-2

Master Name Sever

Slave Name Server Name Server มีสองแบบคือ Master Name Sever และ
Slave Name Server ซึ่งจะต้องอยู่ต่างเครื่องกัน

Master Name Server จะอ่านข้อมูลประจำโซนจากแฟ้มใน Disk และมีสิทธิหน้าที่ในโซนนั้นๆ
Slave Name Server สำเนาข้อมูลจาก Master Name Server

named โปรแกรมบริการชื่อ Domain บน Linux

/usr/sbin/named -u named -t /var/named/chroot
Host
เครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางที่ต่อเข้ากับ Network,Internet เพื่อบริการใดๆ

Domain
ชื่อ web address/computer
ทำให้เข้าใจ/จำง่าย/มีความหมาย กว่า IP Address

ถ้าเรียก โดเมน เหมือนเรียก IP Address

http://www.icann.org/

Sub Domain
ส่วนย่อยของ Domain เช่น mail.dns.linuxstep.com
mail คือ Sub Domain
Localhost = เครื่องเราเอง จะตั้งค่า ip address อะไร แต่เมื่อเรียก
Localhost ก็จะเรียกเครื่องเราเอง

IP Address 127.0.0.1 = Localhost
IP(Internet Protocal)
IP หรือ Internet Protocal
IP Address คือรหัสตัวเลขที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้อ้างถึงที่อยู่ของ Host และ Network
ตัวเลขเหล่านี้จะไม่ซ้ำกัน (unique numeric) ซึ่งมีมาตรฐานในการกำหนด และเป็นที่รู้จักทั่วโลก IPV4,IPV6
Port ช่องทาง ที่ใช้ติดต่อกับ computer/อุปกรณ์ ใน network

(Address Localhost)
สำหรับ window กำหนด loopback IP=127.0.0.1 เมื่อส่งสัญญาณออกจะไม่ส่งออกนอกเครือข่าย แต่จะกลับมา
ที่ต้นทาง ด้วย loop back driver

http://www.certiguide.com/netplus/
cg_np_IVLoopbackAddressingandConnections.htm

Root Domain ตอนนี้มีอยู่ 13 ตัวทั่วโลก
ลำดับบนสุดของระบบ DNS โดยมีการกำหนดดังนี้
ลำดับที่ 1 root
ลำดับที่ 2 .com, .net, .edu, .gov, .org, .th, ...
ลำดับที่ 3 subdomain ตัวอย่าง mail3.linuxstep.com
mail3 =subdomain

ตัวอย่างลำดับ DNS
www2.dns.linuxstep.com

Name Resolution

การที่ DNS Server เก็บหมายเลข IP Address คู่กับชื่อเครื่องแบบ Domain Name
เพื่อทำการค้นหาชื่อตามการร้องขอของเครื่อง DNS client
DNS Server
เครื่องที่คอยจัดการ/ดูแล/แก้ไข domain subdomain
Client
เครื่องลูกข่าย
Resolver
กลไกการแปลง domain เป็น ip address
Reverse File
/etc/resolve.conf

การ resolve หมายถึง
DNS Zone
การจัด domain เป็นพื้นที่ย่อย
TCP,UDP,ARP

เป็น protocol ที่ DNS ใช้ในการติดต่อผ่าน port 53

TCP - ปรับปรุงข้อมูล
UDP - ส่งคำขอข้อมูล
ARP - แปลงค่า IP address เป็น Hardware

#Files ที่ใช้ในการ Config
Files Config

ความหมาย / หน้าที่
/etc/named.conf
กำหนดการทำงานของ Name Server สำคัญมาก
/var/named/named.ca เก็บข้อมูลชื่อ Server ซื่งเป็น Root Name Server
ไม่ควรแก้ไขข้อมูลใน file นี้เป็นอันขาด
/var/named/named.local เก็บข้อมูลการ map ชื่อ กับ IP Address แบบ Reverse Lookup
/var/named/dm.com.zone ระบุชื่อ Server,Zone, ทำ Forward Lookup
/var/named/ 203.203.203.203.zone

Reward Lookup
/etc/hosts
เก็บชื่อ host
/etc/resolve.conf
เก็บชื่อ domain และ ip ที่ทำงานแบบ Forward Lookup
/etc/sysconfig/network เก็บชื่อ host ของเครื่อง
/etc/sysconfig/named กำหนดตำแหน่งของ named ที่เป็น file config

#ความหมายของ SOA Resource Record
SOA (Start to authority)
เริ่มให้สิทธิ/อำนาจ

ความหมาย / หน้าที่

Domain Name ที่ได้จาก /etc/named.comf
IN Internet
serial = เป็นหมายเลขที่ใช้แสดงการอัพเดทข้อมูลระหว่าง Primary master และ Secondary master
refresh = ระยะเวลา refresh ข้อมูล
retry = ระยะเวลา ตรวจสอบข้อมูลกับ Primary DNS Server
expire = ระยะเวลา หมดอายุ กรณีติดต่อกับ Primary DNS Server ไม่ได้

#ความหมายข้อมูลใน Fields Type DNS Record
Type

ความหมาย / หน้าที่
A = แปลงชื่อ Domain เป็น IP Address แบบ ipv4
NS = Name Server record กำหนดว่า server ใดรับผิดชอบ domain
PTR = Pointer record ใช้ Map IP Address เป็น Host

MX = Mail Exchanger
ใช้ระบุชื่อเครื่อง Mail Server ของ Domain
เมื่อเราต้องกำหนด MX เราจะพบว่าต้องกำหนด
MX 10 mail1.example.com
MX 20 mail2.newdomain.com

ค่าเลข 10 และ20 นั้นหมายถึง Priority ของ Mail โดยค่าน้อยสุดจะสำคัญสุด

ชื่อหลัง MX ต้องเป็น Domain เท่านั้นและไม่ใช่ CName
CNAME = Cononical name ใช้เป็น Alias name ให้เป็น host จริง
เช่น ns,mail,www,www2
;
Remark


1057
ลง mailgraph + syslog-ng ใน freebsd

#cd /usr/ports/mail/mailgraph
#make install clean

เพิ่มใน /etc/rc.conf ตามนี้
mailgraph_enable="YES"
mailgraph_pidfile="/var/db/mailgraph/mailgraph.pid"
mailgraph_flags=""
logfile /var/log/maillog
"daemon-rrd=/var/db/mailgraph "ignore-localhost "daemon
"daemon-pid=${mailgraph_pidfile}"
mailgraph_user="root"
mailgraph_group="wheel"
สั่งให้ service ทำงาน
/usr/local/etc/rc.d/mailgraph start
ถ้าทำงานแล้วสั่ง
#/usr/local/etc/rc.d/mailgraph status
จะเป็น
mailgraph is running as pid 4406.

SYSLOG ธรรมดา
กรณีให้ส่ง log maillog มาจาก เครื่อง client (smtp0 , smtp1)
ฝั่ง client ที่ต้องการให้ ส่ง log มายังเครื่อง server ก็
ให้เข้าไปแก้ไข ใน
#vi /etc/syslog.conf

ยกตัวอย่างเช่น
ให้ maillog ส่ง log มาที่เครื่อง log server(xxx.yyy.zzz.100) ก็เพียงแค่

# ให้เก็บที่เครื่องตัวเอง กับส่งมาที่ ip xxx.yyy.zzz.100
mail.* -/var/log/maillog
mail.* @xxx.yyy.zzz.100

แล้วจัดการ save
แล้วสั่งให้ syslog ที่เครื่อง client restart 1 ครั้ง

#ตระกูล RH
/etc/init.d/syslog restart

แค่นั้นแล้วไปรอดูที่ cacti_syslog ครับ


แล้วไป config ให้ mailgraph.cgi ให้แสดงรูปให้ถูกที่

แล้วทำการสั่งให้ mailgraph ทำงานโดยเข้าไปเรียก

#/usr/local/sbin/mailgraph.pl --logfile /var/log/customer-maillog/maillog-total
--daemon-pid=/var/db/mailgraph/mailgraph.pid --daemon

ดูว่า service ทำงาน
#/usr/local/etc/rc.d/mailgraph status
จะเป็น
mailgraph is running as pid 4406.
ประมาณนั้น


ส่วนของ syslog-ng ( ฝั่ง server จะเป็น ) นั้น จะอยู่ที่

/usr/local/syslog-ng/syslog-ng.conf

สำหรับ config หลักๆ เป็น

source s_maillog_smtp0 { tcp(ip(116.68.146.13) port(21245)); }; #ควรตรงกับฝั่ง client
destination d_maillog_smtp0 { file("/var/log/customer-maillog/maillog-smtp0"); };
log { source(s_maillog_smtp0); destination(d_maillog_smtp0); }; #สามารถใส่ค่า filter ต่างได้ที่
ในส่วนของ "log" น่ะครับ
ข้อแนะนำ ส่วนของ filter สามารถใช้งานได้ดี เมื่อ log ที่ถูกส่งเข้ามาที่ server มีปริมาณไม่มากเกินไป
จะทำงานได้ ดี
แต่ ถ้ามีปริมาณเข้ามาเร็ว แนะนำ ให้ ส่วนของ client ทำการ ส่งเข้ามาเป็น socket แยก เลย ลองมาดูฝั่ง
client บ้างน่ะครั บ

options {
use_fqdn(no);
sync(0);
};

source s_maillog { unix-stream("/dev/log" max_connections(1000));
pipe("/proc/km
sg"); internal(); };
source s_file { unix-stream("/dev/log"); pipe("/proc/kmsg"); internal();
};

destination d_maillog { file("/var/log/maillog"); };
destination d_backup { tcp("10.20.0.252" port(20245)); }; # socket ควรส่งไปให้ ตรงกับ
ฝั่ง server น่ะครับ
destination d_tools { tcp("116.68.146.13" port(20245)); };# socket ควรส่งไปให้ ตรงกับ
ฝั่ง server น่ะครับ

destination d_tools_1 { tcp("116.68.146.13" port(21245)); };


log { source(s_maillog); destination(d_backup); };
log { source(s_maillog); destination(d_tools); };
log { source(s_maillog); destination(d_tools_1); };
log { source(s_maillog); destination(d_maillog); };

เมื่อ config เสร็จทั้งสองฝั่ง สั่งให้ restart service syslog-ng โดย

#killall syslog-ng
#/usr/local/sbin/syslog-ng

ครับ

ทำการปรับ permission maillog เป็น 644
#chmod 644 /var/log/customer_log/maillog*
แล้วสั่ง รันคำสั่ง ดังนี้
/usr/bin/perl /usr/local/sbin/mailgraph.pl --logfile /var/log/customer-maillog/maillog-smtp0
--daemon-rrd=/var/db/mailgraph/ --ignore-localhost --daemon
--daemon-pid=/var/db/mailgraph/mailgraph2.pid

1058
all application on unix knowledges by golfreeze / set mod rewrite ใน file .htaccess
« on: มกราคม 23, 2011, 12:17:25 AM »
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ mod rewrite ก่อน

แต่เด๋วผมมาอัฟเดท อีกที วันนี้ ง่วงๆ เพลียๆ เขียนตัวแปรผิด ตลอด

เอาเป้นว่า config ดังนี้

เปิดไฟล์ httpd.conf ของ apache มาครับ
ถ้าจะใช้ .htaccess ใน dir ก็ config ใน dir นั้นอย่างเดียวน่ะครับ
เช่นจะใช้ ใน document root ที่เป็น /usr/local/www/apache22/data/xxx

ก็ set แบบนี้
<Directory \"/usr/local/www/apache22/data/xxx\">
Options FollowSymLinks
#AllowOverride None จะเลี้ยงใช้ htaccess ไม่ได้ เปลี่ยนเป็น All ครับ
#AllowOveride None
AllowOverride All
Order allow,deny
Allow from all
</Directory>

แล้วไปเขียนไฟล์ test ดังนี้
#vi /usr/local/www/apache22/data/xxx/.htaccess

RewriteEngine on
RewriteBase /
RewriteRules ^(.*)$ index.php?id=$1

-----------------------------------------------------------
#vi index.php
<?php
session_start();
$id = $_GET=[\"id\"];

echo \"$id\";

if (empty($id)) {
echo \"can not use\"; }
else {
echo \"can use\";
}
echo php_uname(\"n\");

?>

แล้วลองเรียกไฟล์ index.php ดูน่ะครับ ถ้าใช้ได้ จะขึ้นเป็น ชื่อ node + can use


golfreeze[at]packetlove.com

Pages: 1 ... 69 70 [71]